เนื่องจากซอฟต์แวร์กลายเป็นส่วนสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตของผู้ใช้ เราจึงต้องพัฒนาคุณภาพของบริการที่เรานำเสนออย่างต่อเนื่อง การที่ซอฟต์แวร์ล่มสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อชีวิตของผู้คน แม้ว่าซอฟต์แวร์นั้นจะไม่ได้จัดอยู่ในหมวด "safety critical" แบบเดียวกับระบบควบคุมเครื่องบินก็ตาม ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ บริการอย่างการซื้อของชำออนไลน์ได้เปลี่ยนจากความสะดวกสบายมาเป็นความจำเป็นสำหรับผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้

ท่ามกลางบริบทนี้ เรามักได้รับมอบหมายให้สร้างซอฟต์แวร์ที่ reliable มากขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังของผู้ใช้เปลี่ยนไปทั้งในแง่ของสิ่งที่ซอฟต์แวร์ทำได้และช่วงเวลาที่ควรใช้งานได้ วันเวลาที่เราต้องซัพพอร์ตซอฟต์แวร์แค่ในเวลาทำการนั้นเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนก็ทนต่อ downtime จากการซ่อมบำรุงน้อยลงเรื่อยๆ

ตามที่ผมได้พูดถึงตั้งแต่ต้นเล่ม มีเหตุผลมากมายที่องค์กรทั่วโลกเลือกใช้สถาปัตยกรรม microservice แต่สำหรับหลายๆ องค์กร โอกาสที่จะพัฒนา resilience ของบริการที่ตนนำเสนอนั้นถูกยกมาเป็นเหตุผลสำคัญ

ก่อนจะลงรายละเอียดว่าสถาปัตยกรรม microservice ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นทนทาน (resiliency) ได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องถอยกลับมาพิจารณาว่าจริงๆ แล้ว resiliency คืออะไรกันแน่ ปรากฏว่าเมื่อพูดถึงการพัฒนาความยืดหยุ่นทนทานของซอฟต์แวร์ การใช้สถาปัตยกรรม microservice เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปริศนาทั้งหมดเท่านั้น