Kurt มาถึงร้าน Dockside ที่สว่างไสวอยู่ก่อนแล้ว บนโต๊ะมีเหยือกเบียร์สองสามเหยือกและไวน์หนึ่งขวดวางเตรียมไว้ตอนที่ Maxine มาถึง เธอดีใจที่ได้เห็นเขาและเหยือกพวกนั้น เพราะมันหมายความว่าสมาชิกกลุ่มกบฏคนอื่นๆ กำลังตามมา เธอรู้สึกขอบคุณที่ได้อยู่ท่ามกลางพวกเดียวกัน
Maxine แทบจะไม่เคยใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อบำบัดความเครียดของตัวเองเลย แต่ทันทีที่เธอนั่งลง เธอก็ทำแบบนั้นทันที เธอจัดการปิโนต์ นัวร์ (pinot noir) ไปสองแก้วรวด ทั้งที่รู้ตัวดีว่าพรุ่งนี้เช้าเธอต้องทรมานแน่ๆ
แต่คืนนี้มันไม่สำคัญหรอกค่ะ เพราะไวน์ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นจริงๆ ส่วนผสมของน้ำตาลและแอลกอฮอล์กำลังช่วยให้เธอต่อสู้กับอารมณ์ที่สับสนและปั่นป่วนที่เธอต้องเผชิญมาตลอดตั้งแต่เดินตาม Jared เข้าไปยัง "โลกคู่ขนานที่บิดเบี้ยวของพวกฝ่าย Ops" ค่ะ
เมื่อคนอื่นๆ ทยอยกันมาถึงและนั่งลง บรรยากาศรอบโต๊ะก็ดูสดใสขึ้นมาก Tom กับ Brent กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะโดยเปิดโน้ตบุ๊กค้างไว้ พวกเขาทำผลงานได้น่าทึ่งมากในการทำให้ Data Hub รันในสภาพแวดล้อมรุ่นประหยัดได้สำเร็จ พวกเขาอยู่ได้ไม่นานเพราะมีนัดประชุมกับทีม QA ในเช้าวันพรุ่งนี้เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มใช้งานระบบและเริ่มการทดสอบได้ในเร็วๆ นี้ค่ะ เห็นชัดเลยว่า Purna และทีมงานของเธออาจจะแวะมาที่นี่ในภายหลังด้วยนะคะ
Shannon เขียนบันทึกจากการไปสัมภาษณ์ทีม Phoenix เสร็จแล้ว เธอระบุตัวนักพัฒนาได้เกือบสิบคนที่ต้องการใช้สิ่งที่กลุ่มกบฏสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่พวกเขาต้องเจออยู่ทุกวี่ทุกวันค่ะ และเมื่อโปรเจกต์ Inversion กำลังเดินหน้าเต็มตัว พวกเขาก็มีเวลาพอที่จะทำเรื่องเหล่านั้นได้จริงๆ ค่ะ
Maxine ส่งยิ้มที่ดูจะเลื่อนลอยนิดๆ ขณะนั่งฟังทุกคนแบ่งปันเรื่องราวให้กันฟัง ในที่สุด Kurt ก็รินเครื่องดื่มรอบใหม่ให้ทุกคนแล้วหันมาหา Maxine “สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ Maxine?”
“Kurt คะ พวกเรามันแย่กันไปหมดแล้วค่ะ” เธอเอามือลูบผมด้วยความหงุดหงิด
Maxine พยายามอธิบาย ปกติเธอจะเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดีและพูดจาแม่นยำมาก แต่ในขณะที่เธอนั่งฟังตัวเองพูด เธอก็รู้ตัวทันทีว่าเธอฟังดูเหมือนคนบ้าที่กำลังเพ้อพร่ำเลยล่ะค่ะ
เธอลองเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พยายามสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าบ่ายวันนี้มันรบกวนจิตใจเธอมากแค่ไหน “ตั้งแต่ฉันโดนเนรเทศมาอยู่ที่โปรเจกต์ Phoenix ฉันเปิดใบแจ้งปัญหาเป็นร้อยๆ ใบเพื่อพยายามจะทำงานให้สำเร็จ ฉันเดินตามใบแจ้งปัญหาเหล่านั้นไปเพื่อดูว่ามันหายไปที่ไหนบ้าง หลายอันส่งไปที่ฝ่าย Ops บางอันก็ส่งไปที่ฝ่าย QA จากนั้นพอฉันมาร่วมทีม Data Hub ฉันก็เปิดใบแจ้งปัญหาเพิ่มอีก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฉันได้เข้าไปทำงานอยู่อีกฝั่งของใบแจ้งปัญหาเหล่านั้น ทำงานที่คนอื่นเขาต้องการจริงๆ แต่การจะทำงานเหล่านั้นให้สำเร็จได้ ฉันกลับต้องไปเปิดใบแจ้งปัญหาเพิ่มอีก!”
“มันคือวงกลมขนาดมหึมาของใบแจ้งปัญหาค่ะ Kurt ที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ถูกส่งต่อกันไปมา วนเวียนอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้นเลยค่ะ”
“ใครเป็นคนทำเรื่องนี้กับพวกเรากันแน่คะ?” ในที่สุดเธอถามออกมา
Adam ยิ้มอย่างเศร้าๆ “พวกเราทำตัวเองนี่แหละครับ เมื่อก่อน QA เคยเป็นส่วนหนึ่งของฝ่าย Dev นะครับ แต่ตอนที่ผมเข้ามาร่วมงาน QA ก็ถูกแยกตัวออกมาเป็นอิสระแล้วล่ะครับ พวกเราสร้างกฎเกณฑ์สารพัดว่าทำไมพวกเราถึงต้องแยกตัวออกจากเรื่องที่ฝ่าย Dev กังวล เพื่อที่จะ ‘ปกป้องธุรกิจ’ จากพวกนักพัฒนาที่บ้าคลั่งและบุ่มบ่ามพวกนั้นยังไงล่ะครับ ทุกปี พวกเราจะใช้เรื่องที่ผิดพลาดเป็นข้ออ้างในการสร้างกฎใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อ ‘ทำให้นักพัฒนามีความรับผิดชอบมากขึ้น’ ซึ่งสุดท้ายมันก็แค่ทำให้พวกเราทุกคนทำงานช้าลงไปอีกน่ะครับ สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นเกี่ยวกับกลุ่มกบฏก็คือ พวกเรากำลังพยายามจะลบล้างเรื่องพวกนั้นทั้งหมดทิ้งไปครับ”
Dwayne พยักหน้าเห็นด้วย “Adam พูดถูกครับ ในฝั่ง Operations พวกเราก็ทำตัวเองเหมือนกัน มันเริ่มมาจากเจตนาที่ดีทั้งนั้นแหละครับ—พวกเรานำกระบวนการ ITIL เข้ามาใช้เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งมันดีกว่าความวุ่นวายที่พวกเราเคยมีก่อนหน้านี้เยอะเลยล่ะครับ แต่ในฝั่ง Ops น่ะมันแย่กว่านั้นเยอะ เพราะพวกเรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตั้งหลายแขนง งานที่ซับซ้อนอย่างการขึ้นระบบน่ะมันต้องผ่านทุกส่วนงานเหล่านั้นหมดเลยครับ พวกเรามีทั้งเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล เครือข่าย ไฟร์วอลล์ ... โธ่เอ๊ย ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พวกเราสร้างกำแพงกั้น (silos) เพิ่มขึ้นมาอีกตั้งเยอะ ทั้งทีมจัดเก็บข้อมูล ทีม VLAN ทีมระบบอัตโนมัติ ทีมระบบเสมือน ทีมโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ และใครจะไปรู้ว่ามีอะไรเพิ่มมาอีกเท่าไหร่ครับ”
“และด้วยชุดเทคโนโลยีสมัยใหม่เนี่ย พวกเราต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกเรื่องคอนเทนเนอร์ เรื่องการเก็บล็อก เรื่องการจัดการความลับ เรื่องสายพานข้อมูล และฐานข้อมูล NoSQL อีกสารพัดอย่างครับ ไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพวกนี้ได้ทั้งหมดหรอกครับ!” Dwayne บอก “ดังนั้น พวกเราเลยต้องการระบบใบแจ้งปัญหาเพื่อบริหารจัดการกระแสการทำงานที่ซับซ้อนเหล่านั้น แต่มันก็ง่ายเหลือเกินที่จะทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงของงานทั้งหมดนี้คืออะไรกันแน่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มกบฏถึงสำคัญมากครับ ดูสิว่ามีคนตั้งมากมายมายอมทำงานดึกดื่นเพื่อช่วยงานของ Data Hub น่ะครับ”
ทุกคนรอบตัว Maxine ต่างพากันยกแก้วขึ้นแล้วตะโกนว่า “ใช่เลย! แด่การโค่นล้มระเบียบเดิมที่แสนจะทรงพลัง!” Maxine ยกแก้วขึ้นตามแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาค่ะ
เธอเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่า IT คือศูนย์กลางประสานงานของทั้งองค์กร เพราะตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เกือบทุกกระบวนการธุรกิจถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติผ่านระบบ IT ไปหมดแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ฝ่ายธุรกิจกลับยอมปล่อยให้ระบบประสาทของตัวเองเสื่อมสภาพลง เหมือนกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่คอยขัดขวางการไหลของข้อมูลภายในสมอง และระหว่างสมองกับร่างกายยังไงอย่างงั้นเลยล่ะค่ะ
Maxine รินเครื่องดื่มเพิ่มอีกแก้ว แต่เธอก็จิบไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวขึ้นมา มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เธอดื่มเข้าไปหรอกนะคะ แต่เธอกำลังจะเป็นอะไรสักอย่างแน่นอนค่ะ เธอกล่าวลาทุกคนอย่างรวดเร็ว ขอบคุณที่พวกเขามาร่วมงานกันในคืนนี้ค่ะ
เมื่อถึงบ้าน เธอกอดสามี กล่าวราตรีสวัสดิ์ลูกๆ และรู้สึกโล่งใจมากที่ได้มุดตัวลงนอนบนเตียงหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วล่ะค่ะ
คืนนั้น Maxine เริ่มมีเหงื่อออกอย่างควบคุมไม่ได้ ตามมาด้วยอาการหนาวสั่นจนฟันกระทบกัน แล้วก็กลับมาเป็นไข้อีกรอบ เธอตกเป็นเหยื่อของอาการเจ็บป่วยที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมของเธอพากันล้มป่วยกันระนาวหลังจากที่ปล่อยระบบ Phoenix ไปน่ะค่ะ
คืนนั้น เธอฝันร้ายไม่จบไม่สิ้นเกี่ยวกับการถูกกักขังอยู่ในระบบราชการที่เย็นชา ถูกส่งต่อจากโต๊ะทำงานหนึ่งไปยังอีกโต๊ะหนึ่ง โดนสั่งให้ถือสายรอ โดนขอให้กรอกแบบฟอร์มเพิ่ม ถูกโยกย้ายจากแผนกหนึ่งไปสู่อีกแผนกหนึ่ง และสุดท้ายก็โดนจับไปยืนต่อคิวเพื่อกรอกแบบฟอร์มเพิ่มอีกรอบค่ะ แบบฟอร์มเหล่านั้นถูกส่งเข้าไปในคลังข้อมูลขนาดมหึมาที่ซึ่งพวกมันถูกบดละเอียดและกลายเป็นไอระเหยที่เหม็นมันเยิ้มของไฟล์ข้อความที่คั่นด้วยคอมม่า และเต็มไปด้วยเครื่องหมายระบุลำดับไบต์แบบสุ่มๆ ค่ะ
เธอมองเห็นฟันเฟืองของระบบราชการที่ไร้หัวใจกำลังหมุนวน โดยมีผู้คนที่สิ้นหวังติดแหง็กอยู่ในฟันเฟืองนับไม่ถ้วนเหล่านั้น เธอได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของพวกเขา จนกระทั่งเสียงเหล่านั้นเงียบหายไป พลังงานทั้งหมดถูกสูบออกจากตัวพวกเขา เพียงเพื่อจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นระยะเพื่อกรอกใบลงเวลาทำงานเท่านั้นเองล่ะค่ะ
เธอต้องเข็นภูเขาของใบแจ้งปัญหาที่เป็นกระดาษขึ้นบันได ผ่านพื้นที่คอกทำงาน และลงบันไดไปอีกรอบ ถูกลิขิตให้ต้องเดินวนเวียนอยู่ใน “จัตุรัสซิซิฟัส” (Square of Sisyphus) แห่งนี้ไปตลอดกาลเพื่อเป็นการลงโทษเรื่องระบบจ่ายเงินเดือนล่มค่ะ
เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ดวงอาทิตย์ก็เริ่มส่องแสงแล้ว หมอนของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ โพรงจมูกและปอดของเธออุดตันไปหมด เธอรู้สึกเจ็บหน้าอกจากการไออย่างหนัก และแทบจะขยับตัวไม่ได้เลยล่ะค่ะ
เธอฝืนตัวเองให้ลุกออกจากเตียงและไปอาบน้ำ ไอน้ำร้อนๆ ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่พอเธอก้าวออกมา อาการเหงื่อออกสลับกับหนาวสั่นก็เริ่มขึ้นอีกรอบ เธอเดินโซซัดโซเซลงมาข้างล่างเพื่อกินขนมปังปิ้งหนึ่งชิ้นและดื่มน้ำ เพียงเพื่อจะพบว่าเธอเจ็บคอมากแค่ไหนค่ะ
สามีของเธอบอกให้เธอพักผ่อนบนเตียง เดี๋ยวเขาจะจัดการส่งลูกๆ ไปโรงเรียนตามกำหนดการเอง เธอพึมพำขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ เธอเดินขึ้นบันไดมาได้แค่ครึ่งทางก็ต้องหยุดพัก ก่อนจะลากสังขารกลับไปมุดตัวลงบนเตียงได้ในที่สุดค่ะ
เธอก็แทบจะมองหน้าจอโทรศัพท์ไม่ออก เธอส่งข้อความบอกทุกคนว่าเธอมาทำงานไม่ได้ จากนั้นเธอก็เผลอหลับไปและสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่าเธออกจากออฟฟิศมาโดยที่ยังไม่ได้กรอกใบลงเวลาทำงาน แต่เธอก็อ่อนเพลียเกินกว่าจะลุกมาทำอะไรได้ ในที่สุดเธอก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวค่ะ
วันรุ่งขึ้น Maxine แทบจะลุกออกจากเตียงไม่ไหว เธอได้กลายเป็นหนึ่งใน "ทหารที่บาดเจ็บแต่ยังเดินได้" ร่วมกลุ่มกับผู้ที่ไม่สามารถทำงานของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเพราะอาการป่วย เพราะระบบราชการ หรือเพราะต้องติดแหง็กอยู่ใน "ดินแดนแห่งการรอคอย" (Waiting Place) ค่ะ
ด้วยความต้องการยาแก้หวัดอย่างหนัก เธอจึงยอมเสี่ยงออกไปเดินตามชั้นวางของในร้านค้า โดยห่อตัวด้วยเสื้อผ้าหนาๆ ถึงห้าชั้นเพื่อหาอะไรมาช่วยบรรเทาอาการ และเพื่อป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวติดหวัดตามไปด้วย เธอเลยซื้อหน้ากากอนามัยมาใส่เหมือนกับพนักงานออฟฟิศชาวญี่ปุ่นบนรถไฟใต้ดินเลยล่ะค่ะ พอสามีเห็นเธอใส่หน้ากากแบบนั้น เขาก็ได้แต่หัวเราะร่าเลยล่ะค่ะ
พอถึงช่วงเที่ยงวันศุกร์ Maxine เริ่มรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย และสามารถตื่นตัวอยู่ได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมงในช่วงกลางวัน เธอไม่ได้แตะต้องโทรศัพท์มาเกือบสองวันเต็มๆ และความจริงคือเธอแทบไม่ได้พูดกับใครเลย ยกเว้นแต่การตอบสามีด้วยคำสั้นๆ แบบฝืนๆ เท่านั้นเองค่ะ หลังจากเบื่อกับการอ่านนิยายบนเตียง เธอก็เดินลงมาข้างล่างและส่งข้อความหา Kurt กับ Purna:
พวกนักพัฒนารวมโค้ดกันเสร็จหรือยังคะ? ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอก็ได้รับข้อความตอบกลับจาก Kurt:
ฮ่าๆๆๆๆๆ! เสียใจด้วยครับ ยังไม่เสร็จเลย น่าจะเป็นวันจันทร์นู่นแหละครับ แต่ Data Hub กับสภาพแวดล้อมของมันน่ะพร้อมสำหรับการทดสอบแล้วนะครับ ทีม QA น่าจะเริ่มตรวจงานได้เย็นนี้เลย! ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มก็โทรหาผมได้เลยนะครับ! หวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ
Maxine กดโทรหาเขาทันที เขาไม่ได้แม้แต่จะทักทายสวัสดีด้วยซ้ำ “Brent กับ Tom ทำงานกันไม่หยุดเลยครับ พวกเขาใกล้จะทำให้ Data Hub รันในสภาพแวดล้อมใหม่ที่เล็กลงได้สำเร็จแล้ว นักพัฒนา Data Hub ทุกคนกำลังทำงานร่วมกับทีม QA เพื่อเขียนการทดสอบแบบอัตโนมัติร่วมกันครับ Adam กับพวกนักพัฒนาหลายคนกำลังเปิดคลาสสอนเขียนโค้ดอยู่ และพวกคน QA บางส่วนก็เริ่มเขียนการทดสอบเองได้โดยไม่ต้องให้ใครช่วยแล้วนะครับ คุณอาจจะเห็นการทดสอบพวกนั้นถูกส่งเข้าคลังเก็บซอร์สโค้ดแล้วด้วยซ้ำครับ”
“ส่วน Shannon ก็กำลังปูทางให้ฝ่ายความปลอดภัยครับ ภาพจำลองสภาพแวดล้อมจะได้รับการลงแพตช์อัตโนมัติทุกวัน และในเร็วๆ นี้ก็น่าจะทำกับพวกไลบรารีที่แอปต้องใช้ได้ด้วยครับ!” Kurt เล่าต่อ
Maxine พยายามจะยิ้มออกมา เธอประทับใจมากในสิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จมาได้ในช่วงที่เธอป่วยอยู่ เธอแวะเข้าไปดูในช่องแชทและเห็นข้อความที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่พวกเขากำลังทำอยู่ เธอรักที่ได้เห็นร่องรอยการส่งโค้ดจากทั้งทีม Dev และ QA เลยล่ะค่ะ
Maxine มั่นใจโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ในที่สุดพวกนักพัฒนาจะต้องมารับผิดชอบการทดสอบโค้ดของตัวเอง และฝ่าย QA ก็จะเปลี่ยนไปรับบทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เป็นคนคอยให้คำปรึกษาและเป็นโค้ชให้แทนค่ะ นั่นหมายความว่าการทดสอบอัตโนมัติทั้งหมดที่พวกเขากำลังเขียนกันอยู่น่ะมันจะถูกรันทุกครั้งที่มีการส่งโค้ดเข้ามา ทันทีที่พวกเขามีระบบสร้างและบูรณาการระบบอย่างต่อเนื่อง (CI) ส่วนกลางใช้งานกันค่ะ พวกเขาเข้าใกล้จุดนั้นมากแล้ว!
“ยอดเยี่ยมเลยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกปวดฟันมากจนต้องรีบบอก Kurt ว่าเจอกันสัปดาห์หน้าแล้วกดวางสายไปค่ะ
Maxine มุดตัวกลับลงบนเตียงและหลับตาลง พลางคิดถึงขั้นตอนถัดไป ถ้าพวกเขาสามารถทำให้ฝ่าย Ops ยอมตกลงได้ พวกเขาก็น่าจะทำระบบขึ้นโค้ดแบบอัตโนมัติสำหรับบริการ Data Hub ในระบบจริงได้เลย และถึงแม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ แต่บางทีพวกเขาอาจจะถึงขั้นรันบริการ Data Hub ในระบบจริงจากคลัสเตอร์ของพวกเขาเองได้เลยด้วยซ้ำค่ะ
มันจะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นเยอะเลย แม้แต่ฝ่าย Operations เองก็ด้วย อย่างแรกเลยคือ พวกเขาจะสามารถทดสอบและขึ้นโค้ดได้ทันทีหลังจากที่ทำงานเสร็จ ไม่ต้องมานั่งรออีกสองสัปดาห์สำหรับรอบการทดสอบครั้งถัดไปน่ะค่ะ
แต่ Maxine ก็ตระหนักได้ว่าคำถามที่แท้จริงคือ พวกเขาควรจะทำงานในฟีเจอร์ไหนดีต่างหากล่ะคะ เธอสงสัยว่าฟีเจอร์ตัวไหนใน Data Hub ที่จะสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ และหน่วยธุรกิจไหนที่พวกเขาควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก Data Hub นั้นมีความพิเศษตรงที่มันไปเกี่ยวข้องกับเกือบทุกส่วนงานของ Parts Unlimited ซึ่งแต่ละส่วนงานต่างก็มีความต้องการและลำดับความสำคัญของตัวเองทั้งนั้นแหละค่ะ
เธอพยายามจะนอนต่อ แต่สมองเธอก็ยังเอาแต่คิดว่ากิจกรรมไหนของ Data Hub ที่จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจสูงสุดกันแน่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงลุกขึ้นนั่งและเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา เปิดดูระบบใบแจ้งปัญหา แต่แทนที่จะเปิดใบแจ้งปัญหาใหม่หรือเข้าไปทำงานในใบแจ้งปัญหาของคนอื่น เธอเลือกที่จะแค่เดินสำรวจไปรอบๆ เท่านั้นเองค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ทำแบบนี้ตั้งแต่เธอโดนเนรเทศมาเลยนะคะ
เพียงแค่คลิกไม่กี่ครั้ง เธอก็หาวิธีดูใบแจ้งปัญหา Data Hub ที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดได้สำเร็จค่ะ มีอยู่เป็นร้อยๆ รายการเลยล่ะค่ะ และมีการแยกสีไว้อย่างดีตามระบบธุรกิจที่มันไปเกี่ยวข้องด้วย เธอถึงขั้นต้องเบ้หน้าเมื่อเห็นว่าใบแจ้งปัญหาตั้งมากมายมีอายุมากกว่าหนึ่งปีเข้าไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนจะดูหงุดหงิดกันขนาดนี้ค่ะ
เธอสงสัยว่าฟีเจอร์ไหนในรายการงานค้างสะสมเหล่านี้ที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท เรื่องนั้นน่ะตอบง่ายมากเลยค่ะ เพราะ Steve บอกทุกคนอยู่เสมอในการประชุม Town Hall ว่าลำดับความสำคัญสูงสุดของบริษัทคืออะไร Steve และ Sarah ย้ำอยู่ตลอดเวลาถึงความสำคัญของการช่วยให้ลูกค้าสามารถรักษารถยนต์ของเขาให้ใช้งานได้ต่อไป และการสร้างช่องทางให้ลูกค้าซื้อสิ่งที่เขาต้องการได้ง่ายขึ้น การทำเรื่องนี้ได้ดีจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อลูกค้าหนึ่งราย เพิ่มขนาดคำสั่งซื้อเฉลี่ย และเพิ่มทั้งรายได้และกำไรในภาพรวมของบริษัทค่ะ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็ไล่ดูหน้าแล้วหน้าเล่าของรายการฟีเจอร์ต่างๆ มันยากที่จะรู้จริงๆ ว่าฟีเจอร์เหล่านั้นคืออะไรเพียงแค่ดูจากชื่อใบแจ้งงานหรืออ่านเนื้อหาข้างในค่ะ เพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียดว่าต้องทำ "อะไร" และทำ "ยังไง" แต่ไม่มีใครบอกเลยว่าทำไป "ทำไม"
ในที่สุด Maxine ก็สังเกตเห็นคำคำหนึ่งที่โผล่มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า: “โปรโมชันสินค้า” (Item Promotion)
เธอเห็นใบแจ้งปัญหาเป็นตั้งที่เกี่ยวข้องกับโปรโมชันช่วงฤดูร้อน ที่เสนอขายชุดสินค้าแบตเตอรี่ ระบบปรับอากาศ และรายการบำรุงรักษาระบบหล่อเย็นแบบลดราคา งานเหล่านั้นไม่เคยถูกเริ่มทำเลยสักครั้ง Maxine ถอนหายใจ ในเมื่อตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว โอกาสทองของแคมเปญเหล่านั้นก็คงผ่านไปพร้อมกับกาลเวลาแล้วล่ะค่ะ
เธอสงสัยว่ากระบวนการลบฟีเจอร์ที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไปน่ะมันทำยังไงกันนะ มันเป็นภาระทางสมองและจิตใจที่หนักอึ้งจริงๆ นะคะที่ต้องแบกเอาคำมั่นสัญญาที่ทำไม่ได้ตั้งมากมายเหล่านี้ติดตัวไปสู่อนาคตตลอดกาล โดยที่ใครก็นึกจะถามขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ว่า “ฟีเจอร์ของฉันอยู่ตรงไหนแล้ว?”
ด้วยความอยากรู้ เธอเลยค้นหาคำว่า “โปรโมชันฤดูหนาว” และเธอก็เห็นรายการใบแจ้งปัญหาเป็นพรวนเลยล่ะค่ะ เธอเริ่มคลิกเข้าไปดูทีละอัน มีใบแจ้งปัญหาหนึ่งที่ระบุว่าทำเสร็จแล้ว คือการสร้างรหัสสินค้า (SKU) สำหรับชุดใบปัดน้ำฝนกับที่ขูดน้ำแข็ง ส่วนอีกใบที่ยังทำงานอยู่คือการกำหนดราคาลดพิเศษสำหรับชุดสินค้านั้นค่ะ
เธอเห็นรูปแบบเดิมๆ แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งสำหรับยางรถยนต์ฤดูหนาวกับโซ่พันล้อ, โซ่พันล้อกับน้ำยาละลายน้ำแข็งบนกระจกหน้า และอื่นๆ อีกสารพัดค่ะ และยังมีรายการใบแจ้งปัญหาอีกพรวนใหญ่สำหรับ “โปรโมชันวันขอบคุณพระเจ้า” แต่ละแคมเปญเหล่านี้ต้องการการนำโค้ด Data Hub ขึ้นระบบถึงสองครั้ง—ครั้งแรกเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในฐานข้อมูลสินค้า และครั้งที่สองเพื่อสร้างราคาโปรโมชันพิเศษในฐานข้อมูลราคาสินค้าค่ะ
นั่นหมายความว่าชุดสินค้าลดราคาแต่ละชุดน่ะต้องใช้เวลาทำตั้งสองเดือนเลยทีเดียวค่ะ! เมื่อรู้สึกว่าเธอกำลังเจออะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว เธอก็กวาดสายตามองดูฟีเจอร์อื่นๆ ในหมวดหมู่โปรโมชันต่อค่ะ มีอันหนึ่งที่เตะตาเธอทันที ใบแจ้งปัญหานี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเจ็ดเดือนก่อน และมีหัวข้อว่า “สร้างได้ในขั้นตอนเดียว: รหัสสินค้าชุดใหม่พร้อมส่วนลดที่เกี่ยวข้อง”
เมื่อเปิดดูใบแจ้งปัญหา Maxine ก็อ่านเจอว่าฝ่ายการตลาดต้องการความสามารถในการสร้างรหัสสินค้าใหม่และตั้งราคาได้ด้วยตัวเองทั้งหมด (self-service) โดยไม่ต้องผ่านทีม Data Hub เลยค่ะ
ใช่เลย! ตรงกับที่ฉันคิดไว้เป๊ะเลยค่ะ รายละเอียดของฟีเจอร์ระบุว่ากระบวนการปัจจุบันต้องใช้เวลาเกือบเก้าสิบวันกว่าที่ส่วนลดที่เพิ่งสร้างใหม่จะแสดงผลให้ลูกค้าเห็นได้จริงๆ ค่ะ
คนที่เป็นคนเขียนใบแจ้งปัญหานี้คือ Maggie Lee ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ ทันใดนั้น Maxine ก็สงสัยว่าจริงๆ แล้วทีม Data Hub นี่แหละคือกำลังนั่งทับ “ข้อจำกัดขององค์กร” (organizational constraint) อยู่แน่ๆ เลยค่ะ! เธอรีบส่งอีเมลหาทั้ง Kurt และ Maggie ทันที และผ่านไปประมาณห้านาทีเธอก็ได้รับโทรศัพท์จาก Kurt ค่ะ
เธอพูดด้วยเสียงที่แหบพร่าว่า “คุณเห็นอีเมลฉันแล้วใช่ไหมคะ?”
“ครับ เห็นแล้วครับ” Kurt บอก “ผมเข้าไปดูลิงก์ที่คุณส่งมาให้แล้ว มันน่าสนใจมากจริงๆ ครับ ช่วงที่คุณไม่อยู่น่ะ ผมพยายามหาคำตอบว่าใครคือลูกค้าที่สำคัญที่สุดของพวกเรา และผมก็คอยมองหาอยู่เหมือนกันว่าใครที่เป็นพวกคนมีอิทธิพลพอที่จะช่วยเป็นเกราะป้องกันให้เราได้เวลาที่เราพยายามจะพา Data Hub แยกตัวออกมาจาก Phoenix น่ะครับ ชื่อของ Maggie น่ะโผล่มาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยล่ะครับ”
“เธอทำงานให้ Sarah ครับ และพวกเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทั้งของหน้าร้านและอีคอมเมิร์ซต่างก็รายงานตรงถึงเธอหมดเลยล่ะครับ” Kurt เล่าต่อ “เดี๋ยวผมส่งแผนผังองค์กรที่ผมไปขุดมาได้ให้ดูนะครับ ผมได้ไปเจอเลขาของเธอมาแล้ว และพวกเรามีนัดประชุมกับเธอในเร็วๆ นี้ครับ”
“สุดยอดเลยค่ะ Kurt!” Maxine บอก แต่พอเธอส่งยิ้มออกมาเธอก็ต้องครางด้วยความเจ็บปวด เธอตื่นเต้นที่จะได้กลับไปทำงานจริงๆ ค่ะ ... เมื่อไหร่ที่เธอกลับมาแข็งแรงดีแล้วน่ะนะคะ
เธอถอนหายใจยาวๆ แล้ววางสาย มุดตัวกลับลงใต้ผ้าห่มและหลับไปในที่สุดค่ะ
วันจันทร์ Maxine กลับมาทำงานอีกครั้ง เธอกำลังคุยเรื่อง Data Hub กับ Dwayne, Tom และ Kurt ในห้องประชุม Tom กำลังแชร์หน้าจอโน้ตบุ๊กของเขาขึ้นบนทีวีหน้าห้อง “พวกเราทำงานเรื่องนี้มาตลอดทั้งสุดสัปดาห์เลยครับเพื่อให้มั่นใจว่ามันเสถียรพอจะเอามาอวดได้ โห ผมตื่นเต้นจริงๆ นะเนี่ย ตอนนี้พวกเรามีสภาพแวดล้อม Data Hub ที่รันอยู่ใน Docker image ทั้งหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็สามารถเอาไปใช้งานได้ทันทีครับ Brent กับผมเอาพื้นฐานมาจากงานที่ Maxine ทำไว้ก่อนที่เธอจะลาป่วยน่ะแหละครับ ขอบคุณมากนะครับ Maxine!”
“ทีนี้ แทนที่จะต้องมารอนานหลายสัปดาห์กว่าจะได้เข้าใช้งานสภาพแวดล้อม QA ที่มีอยู่อย่างจำกัด คุณก็แค่รัน Docker image ตัวนี้บนโน้ตบุ๊กของคุณได้เลยครับ มันใช้เวลาดาวน์โหลดแค่ไม่กี่นาที แต่ใช้เวลาเริ่มทำงานแค่ไม่กี่วินาทีเองครับ มันน่าเหลือเชื่อมากจริงๆ ...” Tom บอกพลางรัวนิ้วพิมพ์ในหน้าต่างเทอร์มินัล “ด้วยความช่วยเหลือของ Brent ผมเชื่อมต่อสภาพแวดล้อมพวกนี้เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ CI ของเราเรียบร้อยแล้วครับ เพราะงั้นตอนนี้มันสามารถรันการทดสอบของ Data Hub ได้ทันที ในที่สุดพวกเราก็ได้เข้าสู่ธุรกิจการสร้างและทดสอบระบบจริงๆ ซะทีครับ! พวกเรากำลังใช้มันร่วมกับทีม QA เพื่อทดสอบฟีเจอร์ทั้งสี่อย่างที่พวกเราทำเสร็จตั้งแต่รอบปล่อยระบบครั้งล่าสุดครับ”
เขามองมาที่ Maxine แล้วพูดว่า “พวกเรามีกำลังการประมวลผลเหลือเฟือบนเซิร์ฟเวอร์ CI สำหรับใครก็ตามที่อยากจะลองใช้ครับ พวกเราทำเรื่องนี้ไม่ได้แน่ถ้าไม่มีผลงานที่ยอดเยี่ยมของคุณนะ Maxine”
Tom ยิ้มพลางส่ายหัว “พวกเราอยากทำอะไรแบบนี้มาตั้งหลายปีแล้วล่ะครับ แต่พวกเราไม่เคยมีเวลาเลย ผมตื่นเต้นมากเพราะเรื่องนี้จะเปลี่ยนวิธีการที่เหล่านักพัฒนา Data Hub ใช้เวลาของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะครับ ทุกคนจะสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้น—พวกเขาจะสามารถพัฒนาและทดสอบได้เร็วขึ้นตั้งเยอะ และบางทีนะ ถ้ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงๆ พวกเราอาจจะเอางานฟีเจอร์พวกนี้ขึ้นสู่ระบบจริงได้เร็วขึ้นด้วยเหมือนกันครับ”
Kurt โห่ร้องดีใจพลางชูหมัดขึ้นฟ้า “นี่แหละครับคือเรื่องราวความสำเร็จที่น่าทึ่งจริงๆ! ในที่สุดพวกเราก็สามารถเริ่มโชว์ให้ทุกคนเห็นถึงมูค่าที่พวกเราส่งมอบให้ได้เสียทีครับ” Maxine ประทับใจมากจริงๆ นี่คือความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมมาก และเธอก็ภูมิใจในตัว Brent กับ Tom ที่เธอเพิ่งจะรู้จักได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แต่พวกเขาสามารถทำเรื่องตั้งมากมายขนาดนี้ได้โดยไม่มีเธอช่วยค่ะ
จู่ๆ Kurt ก็ทำหน้าบูด “ก็นะ ผมขอถอนคำพูดตะกี้ละกันครับ นี่คือความสำเร็จของฝั่ง Dev กับ QA เท่านั้นแหละครับ พวกเรายังมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝั่งธุรกิจที่กำลังโกรธแค้นที่ยังไม่ได้ฟีเจอร์ที่ต้องการอยู่ดี สรุปว่าคุณจะเอาฟีเจอร์พวกนี้ขึ้นสู่ระบบจริงได้ยังไงกันล่ะครับ?”
“นั่นน่ะหนังคนละม้วนเลยล่ะครับ” Dwayne บอกพลางส่ายหัวและเคาะนิ้วบนโต๊ะเป็นจังหวะ “Maxine พูดถูกครับ ประวัติศาสตร์ที่นี่บอกเรามาตลอดว่าเขาไม่มีวันยอมให้นักพัฒนาเป็นคนส่งงานขึ้นระบบจริงโดยตรงหรอกครับ มันมีหน่วยงานตั้งมากมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือการ ‘ขัดขวาง’ ไม่ให้เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นครับ”
“ใครคือกลุ่มต่อต้านที่มีอำนาจมากที่สุดคะ?” Kurt ถาม
“แผนกความปลอดภัยข้อมูลแน่นอนครับ” Dwayne ตอบ “พวกเขาต้องอยากทำเรื่องการรีวิวความปลอดภัยของโค้ดก่อนที่มันจะขึ้นระบบจริงแน่ๆ—นั่นคือนโยบายขององค์กรเลยล่ะครับ และฝ่าย Operations เองก็คงไม่ปลื้มเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก และก็นะ มีคนตั้งเยอะแยะในฝ่ายธุรกิจที่เคยเจ็บตัวจากความเปลี่ยนแปลงที่ห่วยแตกมาแล้ว เพราะงั้นคนส่วนใหญ่คงไม่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจหรอกครับถ้าคุณเสนอเรื่องนี้ ... สรุปสั้นๆ คือ ทุกคนต่างก็ต่อต้านการให้นักพัฒนาเป็นคนขึ้นโค้ดในระบบจริงทั้งนั้นแหละครับ” เขาบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูไม่ขำเลยสักนิดค่ะ
Maxine พยักหน้า “แผนกความปลอดภัยเขาก็คุ้นเคยกับ Data Hub ดีอยู่แล้วนะคะ มันไม่ได้เหมือนกับการที่เราจะไปยัดเยียดแอปพลิเคชันใหม่ถอดด้ามให้เขาซะหน่อย พวกเราแค่ต้องการให้เขาจัดตารางรีวิว Data Hub แยกต่างหากจาก Phoenix เท่านั้นเองค่ะ”
“ลองไปคุยกับเขาดูก็ได้ครับ อย่างแย่ที่สุดเขาก็แค่ตอบว่าไม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเราอยู่แล้วใช่ไหมครับ?” Kurt บอก “แล้วนอกจากเรื่องแผนกความปลอดภัยแล้ว กระบวนการอย่างเป็นทางการในการขออนุมัติจากฝ่าย Operations คืออะไรคะ?”
Dwayne ถอนหายใจยาวๆ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็บอกว่า “พวกเราคงต้องผ่านกระบวนการ TEP-LARB น่ะครับ”
“อ๋อ ...” Maxine ร้องออกมา Kurt ถึงกับสะดุ้งเหมือนโดนอะไรบางอย่างต่อยเข้าให้ Tom มองไปรอบโต๊ะด้วยความงง “มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“ก็นะ มันมีเรื่องอื่นตั้งเยอะแยะที่ผ่านง่ายกว่า TEP-LARB เยอะเลยล่ะครับ ...” Kurt บอกพลางจ้องมองที่จุดว่างเปล่าบนโต๊ะตรงหน้าเขา
Dwayne เสริมว่า “จริงๆ คุณพูดน้อยไปหน่อยนะ Kurt ความจริงคือไม่มีอะไรจะผ่านยากไปกว่า TEP-LARB อีกแล้วล่ะครับ ไม่มีอะไรเคยผ่าน TEP กับ LARB ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว และผมรู้เรื่องนี้ดี เพราะผมเองก็นั่งอยู่ในคณะกรรมการ LARB นั่นแหละครับ”
“เขาพูดถูกค่ะ Kurt” Maxine ยืนยัน “ตลอดหลายปีที่ฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยพาอะไรผ่านสองตัวนี้ไปได้เลยสักครั้ง แค่การจะกรอกแบบฟอร์มให้ครบถ้วนก็เป็นงานที่หินสุดๆ แล้ว และฉันก็ไม่เคยเห็นพวกเขาอนุมัติอะไรเลยจริงๆ พวกเขาน่ะคือ ‘สภาผู้ยิ่งใหญ่แห่งการพูดคำว่าไม่’ (Grand Pointless Council of No) เลยล่ะค่ะ”
เธอมองไปที่ Dwayne แล้วบอกว่า “ไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณนะคะ”
เขารีบตอบพร้อมรอยยิ้มทันที “ไม่ถือสาเลยครับ”
“สรุปว่า TEP-LARB คืออะไรครับ? แล้วทำไมพวกเขาต้องคอยแต่จะพูดคำว่าไม่ด้วยล่ะ?” Tom ถาม
“LARB ย่อมาจาก ‘Lead Architecture Review Board’ (คณะกรรมการรีวิวสถาปัตยกรรมหลัก) ครับ” Dwayne อธิบาย “มันคือคณะกรรมการที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากที่เกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นมากมายในสายเทคโนโลยี นานก่อนที่ผมจะเข้าทำงานที่นี่อีกครับ มีใครบางคนตัดสินใจสร้างกฎเกณฑ์ตั้งมากมายขึ้นมาเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งใหม่ๆ ทุกอย่างน่ะได้รับการ ‘รีวิวอย่างเหมาะสม’ แล้วครับ” Dwayne เล่าพลางทำมือเป็นเครื่องหมายคำพูด
“มันคือคณะกรรมการที่รวมเอาคณะกรรมการหลายๆ ชุดเข้าด้วยกันครับ มีสถาปนิกฝ่าย Ops เจ็ดคน สถาปนิกฝ่าย Dev เจ็ดคน สถาปนิกฝ่ายความปลอดภัยสองคน และสถาปนิกองค์กรอีกสองคนครับ มันเหมือนพวกเขาถูกแช่แข็งไว้ในอดีต และยังทำตัวเหมือนอยู่ในยุคทศวรรษที่ 1990 อยู่เลยครับ” เขาบอก “โครงการเทคโนโลยีที่สำคัญทักโครงการต้องผ่านการเซ็นอนุมัติจากพวกเขาครับ”
“และการจะเสนอเรื่องให้พวกเขาพิจารณาน่ะ คุณต้องเริ่มจากการกรอกแบบฟอร์มกระบวนการประเมินเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า TEP ก่อนครับ” เขาอธิบาย “Maxine พูดถูกครับ มันต้องใช้ความพยายามมหาศาลเลยล่ะ สมัยนี้แบบฟอร์มนั่นยาวเกือบห้าสิบหน้าเชียวนะครับ”
Maxine ตาโตเลยล่ะค่ะ การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อกรอกแบบฟอร์ม TEP น่ะมันเป็นประสบการณ์ที่แสนจะทารุณครั้งล่าสุดที่เธอเคยพยายามทำ และตอนนั้นมันยาวแค่ครึ่งเดียวของตอนนี้เองนะคะ เธอถามว่า “ในเมื่อคุณก็นั่งอยู่ในคณะกรรมการ LARB ทำไมคุณไม่หาทางทำให้กระบวนการมันง่ายขึ้นล่ะคะ?”
Dwayne บอกว่า “มันคือคณะกรรมการครับ ทุกคนต่างคิดว่างานของตัวเองคือการพูดคำว่าไม่ ผมน่ะเป็นเพียงเสียงเดียวที่ดูแหวกแนวที่สุดในกลุ่มแล้วล่ะครับ และถ้าไม่มีแนวร่วมที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพิ่มล่ะก็ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะผลักดันให้มีการลงมติรับรอง หรือจะดึงเอาคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาร่วมในคณะกรรมการได้น่ะครับ เชื่อผมเถอะ ผมพยายามแล้วจริงๆ”
Kurt เคาะนิ้วบนโต๊ะครู่หนึ่ง “Dwayne พูดถูกครับ โครงการเทคโนโลยีใหญ่ๆ ทุกโครงการต้องผ่าน TEP-LARB ถ้าพวกเราไม่ทำ พวกเขาจะสั่งฆ่าโปรเจกต์ของพวกเราตั้งแต่มันยังไม่ได้เริ่มเลยล่ะครับ”
เขาสูดลมหายใจลึกๆ “มันเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจที่จะพูดนะ แต่ผมว่าพวกเราควรจะเตรียมแบบฟอร์ม TEP และนำไปเสนอให้คณะกรรมการ LARB พิจารณาครับ เหมือนกับที่พวกเราต้องไปอ้อนวอนแผนกความปลอดภัยน่ะแหละ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขาต้องตอบว่าไม่แน่นอนครับ”
Maxine สวนกลับทันที “คุณรู้ไหมคะ จริงๆ พวกเราก็รัน Data Hub กันเองได้นี่นา หมายถึงว่า รันมันเองทั้งหมดเลยโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากฝ่าย Operations เลยสักนิด เหมือนที่กลุ่มเก่าของฉันรันระบบ MRP ของพวกเราเองไงคะ อีกอย่างนะคะ เมื่อไหร่ที่มีอะไรผิดพลาดกับ Data Hub สุดท้ายเรื่องมันก็ถูกส่งต่อมาถึงมือพวกเราอยู่ดีไม่ใช่เหรอคะ?”
ทุกคนต่างพากันจ้องมอง Maxine ด้วยความตกใจ โดยเฉพาะ Dwayne กับ Shannon ที่ดูจะตกใจมากเหมือนกับ Maxine เพิ่งจะเสนอให้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรืออาจจะถึงขั้นผิดศีลธรรมยังไงอย่างงั้นแหละค่ะ Brent บอกว่า “แต่จะทำยังไงล่ะครับ? แล้วเรื่องแผนกความปลอดภัยข้อมูลล่ะ? แล้วเรื่องการทำตามกฎระเบียบ? แล้วก็เรื่อง TEP-LARB อีกล่ะครับ?”
Maxine ส่งเสียงหึในลำคอ พลางนึกถึงเหตุผลเดิมๆ เป๊ะเลยที่เธอเคยได้ยินมาว่าทำไมมีแค่ Jared คนเดียวที่ขึ้นโค้ดได้น่ะค่ะ
เธอเฝ้ามอง Dwayne ที่เดี๋ยวก็พยักหน้าเดี๋ยวก็ส่ายหัว เหมือนกำลังมีการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างความคิดสองขั้วในหัวของเขาค่ะ “โอ้โห มันคงจะยอดเยี่ยมมากเลยครับ แต่น่ะเขาไม่มีทางปล่อยให้พวกเรามารันบริการระดับองค์กรแบบนี้ด้วยตัวเองหรอกครับ มันไม่ได้หมายความว่าทีมงานของพวกเราไม่มีทักษะพอนะครับ ... พวกเราแค่ต้องมารับผิดชอบเรื่องข้อมูลทั้งหมดเอง มั่นใจว่ามีการสำรองข้อมูลเรียบร้อยและเรื่องอื่นๆ อีกสารพัด แต่มันคงจะน่าทึ่งมากเลยล่ะครับ เพราะพวกเราจะได้รันมันในแบบที่พวกเราต้องการจริงๆ ...”
เสียงของเขาแผ่วเบาลง Maxine รับฟังข้อกังวลของเขาพร้อมกับยืนยันว่า “ใช่ค่ะ พวกเราเคยรันระบบ MRP ของพวกเราเอง ซึ่งโรงงานผลิตทุกแห่งต่างก็ต้องพึ่งพามันทั้งนั้น นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญต่อภารกิจที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วล่ะค่ะ พวกเราจัดการทั้งเรื่องการสำรองข้อมูล การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การลงแพตช์ ... มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรียบง่ายหรอกนะคะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์เหมือนกันค่ะ ในห้องนี้มีพวกคนฝั่ง Ops ที่เก่งที่สุดในบริษัทนั่งอยู่ตั้งหลายคน พวกเราทำได้แน่นอนค่ะ”
Brent บอกว่า “ใช่เลยครับ ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแหละในระบบจริง”
Dwayne ค่อยๆ พยักหน้าเห็นด้วย “โอเค ผมเอาด้วยครับ พวกเราต้องการเรื่องนี้อย่างมาก และแน่นอนครับ ผมรู้ดีว่าพวกเราสามารถรันทุกอย่างได้ด้วยตัวเองแบบไม่มีปัญหาแน่นอนครับ”
Kurt ยิ้มกว้าง “โอเคครับ พวกเรามีแผน B แล้ว ถ้าแผนอื่นล้มเหลว พวกเราจะรัน Data Hub กันเองครับ เรื่องนี้คงต้องอาศัยการทำให้ Chris ยอมเห็นด้วยกับพวกเราด้วยนะครับ แน่นอนอยู่แล้ว”
Maxine สำลักกาแฟทันที แต่เธอก็พยักหน้าเห็นด้วยเหมือนกับทุกคนค่ะ
Tom ดูจะตื่นเต้นมากกับแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งที่เขาช่วยสร้างน่ะกำลังจะได้ไปรันอยู่ในระบบจริงเร็วๆ นี้ ทันใดนั้น เขาก็ขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวๆๆ นั่นหมายความว่าพวกเราทุกคนต้องพกเพจเจอร์ด้วยเหรอครับ?”
“ใช่ครับ” Brent บอกอย่างหนักแน่น “ใครเป็นคนสร้าง คนนั้นก็ต้องเป็นคนรันครับ!” (You build it, you run it!)
ความตื่นเต้นของ Tom หายวับไปกับตาทันทีเลยล่ะค่ะ
Maxine ได้แต่หัวเราะออกมาดังลั่น
แม้แต่ Maxine เองก็ยังทึ่งว่าทีมพัฒนา Data Hub ทั้งหมดเริ่มหันมาใช้สภาพแวดล้อมใหม่กันรวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง ทุกคนต่างเลือกใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีกค่ะ บางคนก็แค่ใช้ Docker images บนโน้ตบุ๊กของตัวเอง บางคนก็ใช้สภาพแวดล้อมใน Vagrant, Git หรือการตั้งค่าใน Terraform เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมทั้งฝั่ง Dev และ Test ค่ะ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ Purna และทีม QA ก็หันมาใช้สภาพแวดล้อมของ Data Hub ด้วยเหมือนกันค่ะ ทันทีที่ฟีเจอร์ถูกทำเครื่องหมายว่า “พร้อมทดสอบ” พวกเขาก็สามารถเริ่มตรวจงานได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเลยล่ะค่ะ และเพราะการทดสอบน่ะมันถูกส่งเข้าสู่ระบบพร้อมกับตัวโค้ดเอง มันเลยง่ายมากสำหรับนักพัฒนาที่จะจำลองปัญหาและแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็วค่ะ
วิธีการทำงานแบบใหม่นี้หมายความว่า จุดบกพร่องหลายอย่างและแม้แต่ฟีเจอร์บางอย่างก็สามารถถูกพัฒนาและทดสอบจนเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในวันเดียวเลยล่ะค่ะ เพราะความต้องการในการรายงานผลบางอย่างที่ Maxine ยังไม่ค่อยเข้าใจดีนัก พวกเขาเลยยังต้องใช้เครื่องมือบริหารจัดการใบแจ้งปัญหาแยกกันสองตัวอยู่ค่ะ แต่ทีม Dev และ QA ก็ประสานงานกันได้ใกล้ชิดกว่าที่เคยเป็นมาเยอะเลยล่ะค่ะ อันที่จริง ทีม QA หลายทีมมานั่งทำงานเคียงข้างนักพัฒนาในทุกๆ วันเลยล่ะค่ะ บางคนนั่งที่ตึก 5 และบางคนก็นั่งที่ตึก 7 ค่ะ
การเฝ้าดูการทำงานของทีมงานเหล่านี้ทำให้ Maxine นึกถึงสมัยที่เธอเริ่มทำสตาร์ทอัพใหม่ๆ เลยล่ะค่ะ ที่ซึ่งทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เธอทึ่งมากที่ทัศนคติของผู้คนใน Data Hub เปลี่ยนไปได้รวดเร็วขนาดนี้ค่ะ
ในช่วงสามวันถัดมา พวกเขาสามารถปิดงานแก้ไขปัญหาในฐานะ “พร้อมส่งมอบ” ได้มากกว่าที่พวกเขาเคยทำได้ในเวลาหลายเดือนรวมกันเสียอีกค่ะ และพลังงานของทุกคนก็ดูจะล้นเหลือและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ที่สำคัญที่สุดคือ Maxine รู้ดีว่าทุกคนกำลังสนุกกับงานที่ทำอยู่ค่ะ
Maxine กับ Tom เพิ่งจะแก้ไขปัญหาอีกอย่างเสร็จ และทำเครื่องหมายว่าเสร็จสิ้นในระบบใบแจ้งปัญหา ภายในเวลาไม่ถึงนาที วิศวกรสองคนในห้องแชทก็บอกว่าพวกเขาจะรีวิวและทดสอบงานนี้ให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ค่ะ
Maxine ลุกขึ้นยืน “ถ้าพวกคุณไม่ต้องการตัวฉันแล้วนะ ฉันว่าจะแวะไปหา Cranky Dave กับ Purna หน่อยค่ะ อยากรู้ว่าทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”
“เฮ้ ผมไปด้วยครับ” Tom บอกพลางคว้าโน้ตบุ๊ก “เดี๋ยวผมจะไปช่วยเขาทดสอบงานแก้ไขของพวกเราด้วยครับ”
พวกเขาเจอ Purna อยู่กับ Cranky Dave และนักพัฒนา Data Hub อีกคนหนึ่ง ทั้งหมดกำลังจ้องมองอะไรบางอย่างบนจอภาพของเธออย่างจดจ่อ “ทำอะไรกันอยู่คะ?” Maxine ถาม
“พวกเรากำลังทดสอบฟังก์ชันการจัดการสินค้าคงคลังส่วนเกิน (surplus inventory) อยู่ค่ะ ในที่สุด!” Purna บอก
Cranky Dave เสริมว่า “มันคือส่วนหนึ่งของการสนับสนุนโครงการใหญ่ของ Phoenix ครับ เป็นตัวประสานงานสำคัญที่ช่วยให้ทีมโปรโมชันสามารถสแกนระบบสินค้าคงคลังในร้านค้าเพื่อหาสินค้าที่วางอยู่บนชั้นจนฝุ่นเกาะ แล้วสั่งให้ส่งพวกมันไปยังหนึ่งในคลังสินค้าส่วนกลาง เพื่อที่จะนำมาจัดทำโปรโมชันบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ครับ”
“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่พวกเราทำให้มันรันได้สำเร็จน่ะค่ะ” Purna บอก “ฟีเจอร์นี้ทำเสร็จมาตั้งหกเดือนแล้วนะคะ แต่ในการปล่อยระบบสองครั้งล่าสุด พวกเรากลับทำให้มันรันไม่ขึ้นซะอย่างนั้น ครั้งแรกมันเชื่อมต่อกับระบบสินค้าคงคลังและข้อมูลลูกค้าไม่ได้ ครั้งถัดมามันก็เชื่อมต่อกับระบบประวัติการซื้อไม่ได้อีก ทั้งสองครั้งมันเกิดจากปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมหรือไม่ก็การตั้งค่าบางอย่างที่ผิดพลาด แต่ตอนนั้นพวกเราไม่มีเวลาพอจะหาทางแก้ให้จบได้น่ะค่ะ”
“พวกเราเลยต้องตัดฟีเจอร์นี้ออกจากรอบการปล่อยระบบ ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้ฟีเจอร์อื่นๆ ทั้งหมดล่าช้าตามไปด้วยค่ะ” Purna เล่าต่อ
นี่แหละคือหนึ่งในข้อดีของการใช้ Docker containers Maxine คิดในใจ คอนเทนเนอร์น่ะมันมีคุณสมบัติที่แก้ไขไม่ได้ (immutable) คือมันไม่สามารถเปลี่ยนค่าอะไรได้หลังจากที่มันถูกสร้างขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามันรันได้ปกติในฝั่ง Dev มันก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะรันได้ปกติในฝั่ง Test ด้วยเหมือนกันค่ะ
แนวคิดเรื่อง “ความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้” (Immutability) คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการเขียนโปรแกรมเชิงฟังก์ชันที่กำลังทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นและคาดเดาผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้นจริงๆ ค่ะ Maxine คิดพลางยิ้มออกมา
“ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ขั้นตอนที่ยี่สิบจากทั้งหมดแปดสิบขั้นตอนของการทดสอบแล้วครับ” Cranky Dave บอก โดยไม่มีร่องรอยของความขี้บ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว Maxine สังเกตเห็น “ผมมีความรู้สึกที่ดีกับเรื่องนี้มากเลยล่ะครับ วันนี้พวกเราเจอจุดที่ผิดปกติจุดหนึ่ง แต่ผมก็แก้เสร็จในเวลาไม่ถึงห้านาที แล้วพวกเราก็เดินหน้าทดสอบตามรายการที่เหลือต่อได้ทันทีครับ เรื่องนี้มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ!”
แม้แต่ Cranky Dave ก็ยังทำตัวบ่นไม่ลงเลยล่ะค่ะเวลาที่ฟีเจอร์ของเขาทำงานได้สำเร็จแบบนี้ Maxine แอบแซวในใจ
เขาพูดต่อ “นักพัฒนาทุกคนรู้ดีว่าในรอบการทำงานถัดไป พวกเขาต้องเขียนการทดสอบแบบอัตโนมัติไปพร้อมๆ กับตอนที่เขียนโค้ดฟีเจอร์เลยนะ ไม่ใช่มานั่งเขียนทีหลัง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นึกขึ้นได้ว่า พวกเราควรจะมีทีม QA บางส่วนมานั่งทำงานประจำอยู่ที่นี่กับพวกเราเลยนะคะ มันดูงี่เง่าจังที่พวกเราต้องเดินข้ามตึกไปมาเพื่อจะมาช่วยกันแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เองน่ะครับ”
“ไอเดียที่ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ” Maxine บอก “เดี๋ยวลองเอาเรื่องนี้ไปเสนอ Kurt ดูนะคะ—เรื่องการเจรจาการเมืองเกี่ยวกับพื้นที่ออฟฟิศและสิ่งอำนวยความสะดวกน่ะมันคืองานถนัดของเขาเลยล่ะค่ะ แต่ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่วิเศษมากแน่นอนค่ะ”
“อ้อ อีกอย่างนะครับ คุณควรจะลองแวะไปดูสิ่งที่ Adam กับ Shannon กำลังทำอยู่ในห้องประชุมหน่อยนะครับ ผมว่ามันจะทำให้คุณยิ้มออกแน่นอนครับ” Cranky Dave บอก พลางพยายามทำหน้าตาให้ดูมีความลับสุดยอดที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ
Maxine เห็น Adam กับ Shannon นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่พร้อมกับวิศวกรฝั่ง Dev และ QA อีกหกคน ทุกคนต่างเปิดโน้ตบุ๊กค้างไว้ Adam กำลังแชร์หน้าจอของเขาขึ้นบนทีวีค่ะ
“พระเจ้าช่วย นั่นใช่สิ่งที่ฉันคิดหรือเปล่าคะ?” Maxine ถามพลางหยุดเดินกะทันหันและจ้องมองที่หน้าจอ
“ถ้าคุณหมายถึงว่า นี่มันดูเหมือนเซิร์ฟเวอร์สำหรับการบูรณาการอย่างต่อเนื่อง (continuous integration) ที่กำลังรันการสร้างโค้ดและการทดสอบแบบอัตโนมัติสำหรับทุกการส่งโค้ดเข้าสู่ Data Hub โดยรันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุณช่วยพวกเราสร้างขึ้นมาใช่ไหมล่ะก็ คำตอบคือใช่เลยครับ คุณเข้าใจถูกเป๊ะเลย!” Adam บอกพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าค่ะ
Maxine จำเครื่องมือ CI นั้นได้ทันที ทุกคนพากันคิดว่า Data Hub น่ะมันช่างคร่ำครึและล้าหลัง แต่ตอนนี้มันกลับรันอยู่ภายใต้ระบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้พวกเขามีแนวปฏิบัติทางเทคนิคที่ดีกว่าโปรเจกต์ Phoenix ส่วนใหญ่ซะอีกนะคะ
“นี่มันสวยงามอย่างเหลือเชื่อจริงๆ ค่ะ” Maxine บอกพลางรู้สึกน้ำตาคลอหน่วย “ทุกคนใน Data Hub เข้าใช้งานเครื่องมือนี้ได้หมดเลยใช่ไหมคะ? แล้วเมื่อไหร่ทีมอื่นจะเริ่มใช้งานได้บ้างล่ะคะ?”
Shannon เงยหน้าจากโน้ตบุ๊กแล้วบอกว่า “ทุกคนใน Data Hub เข้าร่วมหมดแล้วค่ะ และอย่างที่คุณทราบ การได้เอาโค้ดเข้าสู่ระบบ CI น่ะคือคำขออันดับต้นๆ ของทีม Phoenix ทุกทีมเลยนะคะ Adam กับฉันกำลังเริ่มพาทีมแรกๆ เข้ามาเรียนรู้งานและสอนวิธีการใช้งานให้พวกเขาอยู่ค่ะ พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จค่ะ เมื่อทีมพวกนี้เริ่มใช้งานได้คล่องแล้วนะ เรามีคิวยาวเป็นกิโลเลยล่ะค่ะที่รอจะเข้าคิวถัดไปน่ะค่ะ”
Maxine ซึมซับช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ นี่คือสิ่งที่เธอเฝ้าถวิลหามาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่โปรเจกต์ Phoenix นักพัฒนาทุกคนสมควรได้รับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อช่วยให้เขาสร้างผลงานได้ และสมควรที่จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือให้เขาเริ่มต้นได้สำเร็จค่ะ
เธอมองที่หน้าจอและเห็นว่าในช่วงสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักพัฒนา Data Hub ห้าคนส่งงานแก้ไขโค้ดเข้าระบบ และมีสองกรณีที่การทดสอบล้มเหลวแต่พวกเขาก็แก้ไขให้ถูกต้องได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีเลยล่ะค่ะ
Erik ต้องภูมิใจในเรื่องนี้แน่ๆ เธอคิดในใจ ข้อมูลตอบกลับที่รวดเร็วและสม่ำเสมอแบบนี้นี่แหละคือส่วนสำคัญในการบรรลุอุดมคติข้อที่สองเรื่องสมาธิ การไหล และความสุข และเรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้เพราะมีการยกย่องความสำคัญของการปรับปรุงงานประจำวัน ให้เหนือกว่าตัวงานประจำวันเองจริงๆ ตามที่อุดมคติข้อที่สามกำหนดไว้เป๊ะเลยล่ะค่ะ
“ผมชอบไอเดียเรื่องการให้ QA กับ Dev มานั่งทำงานด้วยกันมากเลยครับ” Kurt บอกพลางพูดกับทุกคนที่มารวมตัวกันที่ร้าน Dockside “ถึงแม้ตอนที่ผมเอาเรื่องนี้ไปคุยกับผู้จัดการฝ่าย Dev คนอื่นๆ เขาจะมองว่าเป็นไอเดียที่ดูแหวกแนวและน่าตกใจไปหน่อยก็เถอะครับ” เขาเสริมพร้อมรอยยิ้ม
“ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมลองเอาแผนผังที่นั่งที่เสนอไปให้ผู้อำนวยการฝ่ายอาคารและสถานที่ดูครับ” เขาเล่าต่อ “พอเขาเห็นนะ เขาแทบจะกระโดดตัวลอยไปติดเพดานเลยล่ะครับ ผมว่าเขาแทบอยากจะยึดแผนผังนั่นทิ้งเดี๋ยวนั้นเลยล่ะ” Kurt หัวเราะ “เขาเริ่มร่ายยาวถึงกฎระเบียบสารพัดอย่างว่าเราต้องทำตามแนวทางการจัดการพื้นที่ที่ฝ่าย HR กำหนดมายังไงบ้าง เห็นชัดเลยว่ามันมีกฎเรื่องขนาดของพื้นที่ทำงานที่ต้องอิงตามชื่อตำแหน่งงานด้วยนะครับ ...”
“ฟังดูเหมือนกฎของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องขนาดของคอกวัวเลยนะครับ” Cranky Dave แซวขึ้นมา ทุกคนต่างพันหันไปมองเขา “อะไรเล่า? ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรนะครับ ผมต้องเจอกับการตรวจสอบจากกระทรวงเกษตรฯ เป็นประจำอยู่แล้ว”
“เยี่ยมเลยค่ะ” Shannon บอก “ตอนนี้เขามองว่าวิศวกรเป็นปศุสัตว์ไปซะแล้ว”
“แล้วกำหนดเวลาล่ะครับ Kurt?” Adam ถาม
“เก้าเดือนครับ” Kurt ตอบ
Maxine ได้ยินหลายคนอุทานซ้ำว่า “เก้าเดือนเลยเหรอ?!” บางคนถึงขั้นระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่นเลยล่ะค่ะ
“ก็นะ อย่างที่รู้กันแหละครับ ...” Kurt บอกพลางก้มดูบันทึกของเขา “อะไรก็ตามที่ฝ่ายอาคารและสถานที่ต้องมาเกี่ยวข้องน่ะมันต้องใช้เวลานานชั่วกัลปาวสานเสมอแหละครับ พวกเราต้องสั่งซื้อเก้าอี้กับโต๊ะทำงานรุ่นที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการผ่านฝ่ายจัดซื้อ และต้องนัดคิวติดตั้งเฟอร์นิเจอร์กับพนักงานของเขา ...”
“พวกเราทำกันเองในช่วงสุดสัปดาห์นี้เลยไม่ได้เหรอครับ?” Dwayne พูดขึ้นมา “มันไม่น่าจะไปกระทบใครนอกทีมอยู่แล้วนี่นา พวกเราก็แค่ไปที่ร้านขายอุปกรณ์สำนักงานหรือร้านเฟอร์นิเจอร์ ซื้อของที่จำเป็นที่สุดมา แล้วก็ขนเข้าตึกเองเลยครับ ผมมีรถกระบะมาช่วยขนได้นะ”
“แต่จะเกิดอะไรขึ้นล่ะครับถ้าพวกฝ่ายอาคารและสถานเขาโผล่มาพร้อมกับบัตรพนักงานแล้วบอกว่าพวกเราไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หรือพวกเรากำลังทำผิดกฎระเบียบน่ะครับ?” Cranky Dave ถามขึ้นอย่างสงสัย
Kurt ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น “พวกฝ่ายอาคารเขาไม่มายอมเสียแรงขนของพวกนั้นออกไปเองหรอกครับ เพราะไม่มีใครยอมอนุมัติงบประมาณให้เขาทำแบบนั้นแน่นอน” เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง “เอาเลยครับ ทำเลย แต่ขอให้มั่นใจนะว่าพวกเราจะเอาเฟอร์นิเจอร์บางอย่างที่ขนย้ายออกไปได้ยากๆ เข้ามาด้วย ... อย่างพวกตู้หนังสือสักสองสามตู้ แล้วก็เอาหนังสือไปใส่ไว้ให้เต็มเลยครับ บางทีอาจจะมีตู้ปลาทองด้วยสักตู้ พวกคุณคิดว่าไงครับ?”
Cranky Dave กับ Shannon พากันหัวเราะร่า Adam พยักหน้าอย่างใช้ความคิด “การครอบครองมีชัยไปกว่าครึ่งครับ (Possession is nine-tenths of the law) แต่คุณไม่ควรไปขอความเห็นชอบจาก Chris ก่อนเหรอครับ?”
Kurt ส่งเสียงหึในลำคอ “ไม่มีทางหรอกครับ เขาไม่มีวันยอมตกลงแน่ๆ พวกเราลุยกันเองเลยดีกว่าครับ”
“ในเมื่อพวกเรามีพื้นที่จำกัดนะคะ ลองย้ายพวกคน QA บางส่วนไปนั่งในโซน Dev แล้วก็ย้ายพวกนักพัฒนาบางส่วนไปนั่งในโซน QA ดูไหมคะ?” Shannon เสนอไอเดีย
“เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ Shannon” Maxine บอก เธอดีใจจริงๆ ที่เห็นทีมเริ่มมีการจัดระเบียบตัวเองได้แล้ว เหมือนที่ Erik เคยคาดการณ์ไว้เป๊ะเลยล่ะค่ะ